3 วิธีลดสัดส่วนสำหรับคนขี้เกียจ

ไม่ว่าใครก็คงอยากจะมีรูปร่างดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าจะมีรูปร่างอย่างที่ฝัน ก็ต้องผ่านการมีวินัยอย่างหนักในเรื่องของการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย และเพราะเหตุนี้ทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจไปเพียงเพราะว่ารู้สึกขี้เกียจ แต่อย่าเพิ่งท้อใจค่ะ เพราะความขี้เกียจจะไม่ใช่อุปสรรคในการลดน้ำหนักอีกต่อไป เพราะวิธีเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ดีขึ้นได้แม้ว่าจะขี้เกียจฟิตหุ่นก็ตาม

  1. ลดของหวาน

อยากผอมแบบชิล ๆ สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือลดของหวานทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม และควรเลิกนิสัยติดรสชาติหวานให้ได้ด้วย เพราะการที่เราบริโภคน้ำตาลเข้าไปมาก ๆ ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญให้หมดในคราวเดียวได้ น้ำตาลที่เหลือจากการเผาผลาญจะถูกแปรสภาพเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากเราสามารถลดหวานได้ ก็เท่ากับเราลดการเพิ่มไขมันสะสมในร่างกายได้นั่นเอง

 

  1. ดื่มน้ำเย็น

การดื่มน้ำ เป็นวิธีที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะการดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยลดความอยากอาหารลงได้อย่างมาก แต่ถ้าอยากลดสัดส่วนให้ได้มากขึ้น การดื่มน้ำเย็นนี่ล่ะช่วยได้ ! เพราะจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism เผยให้เห็นว่าการดื่มน้ำเย็นมีส่วนช่วยในการลดสัดส่วน เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นที่มีอุณหภูมิต่างจากภายในร่างกาย ร่างกายก็จะต้องเพิ่มการเผาผลาญมากขึ้นเพื่อให้ปรับอุณหภูมิน้ำให้สมดุลกับอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้ไขมันสะสมถูกดึงมาเผาผลาญมากขึ้น ทำให้รูปร่างค่อย ๆ ดีขึ้นนั่นเอง

 

  1. รับประทานอาหาร Low Carb

อาหารโลวคาร์บ คือทางออกของคนที่อยากลดหุ่น และอยากมีสุขภาพดีไปพร้อม ๆ กัน เพราะคาร์โบไฮเดรตเมื่อเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายก็จะกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก หรือกลูโคส ซึ่งหากร่างกายไม่สามารถเผาผลาญกลูโคสออกไปจากร่างกายได้หมดก็จะแปรสภาพเป็นไขมันสะสมเกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะภายใน ทำให้อ้วนและเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพ ดังนั้นถ้าอยากลดหุ่น ลองเลือกรับประทานอาหารแบบโลว์คาร์บ หรือถ้ายังไม่ถนัดอาหารโลว์คาร์บ ก็ลองลดคาร์โบไฮเดรตลง แต่ก็ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลเสียกับร่างกายได้เช่นกัน

 

เห็นไหมคะว่าแม้จะขี้เกียจก็สามารถช่วยลดหุ่นได้บ้างแล้ว แต่ก็อย่าลืมว่าลำพังเพียงวิธีเหล่านี้ก็อาจไม่ได้ผลเลย หากไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่เปลี่ยนอาหาร หรือไม่ค่อยขยับร่างกาย ทางที่ดีถ้าคิดอยากจะมีหุ่นที่ดีล่ะก็ ลองหาแรงบันดาลใจ หรือ passion ในการลดหุ่นดูนะคะ เมื่อเรามีแรงบันดาลใจแล้ว ความขยันและวินัยในการลดน้ำหนัก หรือลดสัดส่วนก็จะตามมาอย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม !

บทความอ้างอิง : https://www.apexprofoundbeauty.com/10-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad/

ขาเบียด ต้องเคลียร์ให้จบ ก่อนขาใหญ่ย้วยจนเกินแก้ !

ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากตกอยู่ในสภาวะ ‘ขาเบียด’ อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะขาใหญ่ใส่อะไรก็ไม่สวยแล้ว ก็ยังตามมาด้วยปัญหาเรื่องการเสียดสีของต้นขา เกิดรอยแดง บ้างก็เป็นแผล หรือเกิดการอับชื้นจนทำให้มีกลิ่นไม่น่าพึงประสงค์เกิดขึ้น จนไม่ว่าใครก็ไม่อยากเข้าใกล้ แต่ปัญหาขาเบียดนั้นเกิดจากอะไร และจะลดเจ้าไขมันที่ต้นขาได้อย่างไร เรามีคำตอบค่ะ

 

ขาเบียด เป็นผลพวงที่เกิดจากการที่มีไขมันสะสมบริเวณต้นขาเป็นจำนวนมากทำให้ขาใหญ่ จนช่องว่างระหว่างขาทั้งสองข้างลดลงจนชิดกัน เมื่อลุกขึ้นยืนหรือเดินก็จะทำให้เกิดการเสียดสี กลายเป็นรอยแดงที่บริเวณต้นขาด้านใน และถ้าหากต้องเดินมาก ๆ การเสียดสีอาจทำให้เกิดแผลเรื้อรังที่ต้นขาได้ในได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นการที่ไม่มีช่องว่างระหว่างขาทั้งสองข้างจะทำให้บริเวณขาหนีบและจุดซ่อนเร้นเกิดการอับชื้น ส่งผลให้เกิดกลิ่น หรือมีปัญหาเชื้อราบริเวณขาหนีบ และลุกลามไปถึงอวัยวะเพศได้หากไม่รีบทำการรักษา

 

แม้ขาเบียดจะเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับหลาย ๆ คน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปที่จะแก้ เพราะปัญหาขาเบียดสามารถแก้ไขได้ด้วยการลดต้นขา ซึ่งวิธีลดต้นขาก็สามารถทำได้หลายวิธี แถมยังสามารถลดเซลลูไลท์บริเวณต้นขาไปพร้อม ๆ กันได้ด้วย แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกวิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับปัญหา เพราะหากต้นขาทั้งสองข้างใหญ่จนเสียดสีกัน การเดิน หรือการวิ่งออกกำลังกาย จะยิ่งทำให้ผิวหนังบริเวณต้นขาด้านในเกิดการระคายเคืองและการอักเสบจากการเสียดสีได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรเริ่มต้นจากการออกกำลังกายด้วยท่าออกกำลังกายลดขาก่อน  เมื่อขาเริ่มเล็กลงและไม่เบียดกันแล้วจึงค่อยเริ่มเดินหรือวิ่งออกกำลังกายต่อไปค่ะ

 

แต่ถ้าปัญหาขาเบียดค่อนข้างหนักหนา เช่น เกิดการเสียดสีอย่างรุนแรงจนเป็นแผลเรื้อรัง หรือเกิดการอับชื้นจนเกิดเชื้อราอย่างเรื้อรังรักษาไม่หาย ก็อาจต้องใช้วิธีอื่น ๆ เข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นการสลายไขมันด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น การใช้คลื่นพลังงานความร้อน หรือการใช้ความเย็นในการกำจัดไขมัน เป็นต้น แต่ถ้าต้องการพึ่งวิธีทางการแพทย์ การดูดไขมัน ก็เป็นคำตอบสำหรับคนที่ไม่กลัวเจ็บได้เช่นกัน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ความพร้อมของร่างกาย และความคาดหวังของตัวคุณเองว่าวิธีใดจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ซึ่งเมื่อทำแล้วก็ใช่ว่าผลจะอยู่ได้ถาวรนะคะ ถ้ากลับมามีพฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบเดิม ๆ หรือไม่ยอมออกกำลังกาย ขาเบียดก็กลับมาถามหาได้ทุกเมื่ออย่างแน่นอนค่ะ

10 วิธีลดพุง กำจัดพุงย้วย ๆ ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

พุง พูดถึงทีไรก็รู้สึกเจ็บ ก้มมองที่ไรก็ใจไม่ดี แถมยังเป็นปัญหาหนักใจของใครหลาย ๆ คนด้วย เพราะพอมีพุงแล้วจะสวมใส่ชุดไหนก็ดูไม่สวย ต้องคอยแต่หาเสื้อผ้าที่พรางรูปร่างของตัวเอง เพราะอายที่จะให้ใครเห็นพุงของตัวเอง ถ้าวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งที่อยากกำจัดพุงออกไปจากชีวิต วิธีเหล่านี้จะสามารถช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ไวยิ่งขึ้นค่ะ

10 วิธีลดพุง  ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

  1. ลดคาร์โบไฮเดรต

แม้คาร์โบไฮเดรต จะเป็นสารอาหารหนึ่งที่สำคัญ และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย แต่ก็มีการศึกษาพบว่าการลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อลง จะช่วยลดไขมันที่หน้าท้อง และไขมันที่สะสมอยู่ที่อวัยวะต่าง ๆ หรือแม้แต่ไขมันในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตลดลง ร่างกายก็จะนำเอาไขมันสะสมมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้มากขึ้น อีกทั้งลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวานชนิดที่สองลงได้อีกด้วย

 

  1. เพิ่มโปรตีน

โปรตีน เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการลดน้ำหนัก จะเห็นได้ว่าคนที่ต้องการลดสัดส่วนมักจะรับประทานโปรตีนมากขึ้น สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะโปรตีนทำให้อิ่มเร็ว แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ มีการศึกษาว่าการรับประทานโปรตีนให้มากขึ้นจะช่วยลดความหิวลงได้ถึง 60% และกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีในร่างกายให้เพิ่มขึ้นวันละ 80-100 แคลอรี อีกทั้งยังมีการศึกษาพบว่าถ้าได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอจะช่วยลดการเกิดไขมันที่บริเวณหน้าท้องได้ แต่จะต้องเป็นโปรตีนไขมันน้อยนะไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ผลเท่าไร

 

  1. เพิ่มไฟเบอร์

ไฟเบอร์ เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยในการลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังอื่น ๆ และช่วยลดไขมันสะสมที่หน้าท้องได้อีกด้วย โดยมีการศึกษาพบว่าไฟเบอร์ในอาหารบางชนิด มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ ทำให้ร่างกายนำเอาไขมันส่วนเกินมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ที่หน้าท้องค่อย ๆ ลดลงในที่สุด

 

  1. เสริมโปรไบโอติกส์

โปรไบโอติกส์ เป็นแบคทีเรียชนิดที่ดีต่อสุขภาพซึ่งอาศัยอยู่ภายในกระเพาะอาหาร มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญยังช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และมีส่วนในการลดไขมันสะสมบริเวณรอบเอวได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าต้องการลดหุ่นให้ได้ผลควรหาอาหารที่มีโปรไบโอติกส์มารับประทานเสริม ซึ่งโปรไบโอติกส์ก็มักมีอยู่ในอาหารหลายชนิด เช่น กิมจิ โยเกิร์ต กล้วย ฝรั่ง กะหล่ำปลี เป็นต้น

 

  1. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่มีความอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งพบได้ในอาหารทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด โดยมีการศึกษาบางส่วนพบว่า การรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ จะยิ่งทำให้เกิดไขมันสะสมที่หน้าท้อง และทำให้เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและอันตรายต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ดังนั้นถ้าอยากลดพุงและลดความเสี่ยงความเสี่ยงสุขภาพล่ะก็ งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ดีกว่าค่ะ

 

  1. เลิกดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การได้ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น มีเรี่ยวแรงมากขึ้น แต่ก็อย่าลืมว่าน้ำตาลนี่ล่ะคือศัตรูของการลดหุ่น  เพราะการบริโภคน้ำตาลมาก เกินความจำเป็นจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันสะสมที่บริเวณหน้าท้องและตับ ทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ และหันมาดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุดค่ะ

 

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี จะช่วยให้ร่างกายนำไขมันส่วนเกินออกมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ไขมันสะสมในร่างกายลดลง อีกทั้งยังช่วยลดกระบวนการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายต่าง ๆ โดยในการออกกำลังกายสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ก็ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะดีที่สุด

 

  1. หลีกเลี่ยงความเครียด

ความเครียด เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำคุณอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อเราเครียด ร่างกายจะผลิต ฮอร์โมนความเครียดมากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นความอยากอาหาร และทำให้เรารับประทานมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเครียด ผลที่ตามมาก็คือไขมันสะสมในร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงมีพุง ก็เพราะเครียดนี่ล่ะค่ะ ฉะนั้นพยายามอย่าเครียด หากรู้สึกเครียดหรือกังวลควรหากิจกรรมผ่อนคลายโดยด่วนค่ะ

 

  1. นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ หรือนอนหลับไม่สนิท จะทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่เว้นแม้แต่ระบบเผาผลาญที่ไม่สามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดไขมันสะสมตามร่างกายไม่เว้นแม้แต่ที่พุง ถ้าไม่อยากพุงโตไปมากกว่านี้ ควรนอนหลับให้เพียงพอ หรือถ้ามีปัญหาเรื่องนอนหลับก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรีบรักษาก่อนที่จะทำให้สุขภาพและร่างพังไปยิ่งกว่าเดิม

 

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาอ้วนลงพุง หรือมีพุงย้วยก็เกิดมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี่ล่ะ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแคลอรีสูง อีกทั้งในกระบวนการย่อยสลายแอลกอฮอล์ยังทำให้เกิดสารเคมีบางชนิดที่ทำให้ร่างกายหยุดการเผาผลาญไปชั่วขณะ ทำให้ไขมันสะสมในร่างกายไม่สามารถเผาผลาญออกมาเป็นพลังงานได้ดีเท่าที่ควร เมื่อร่างกายเผาผลาญไขมันออกมาไม่ได้ ไขมันก็จะไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและทำให้อ้วนได้ในที่สุด ฉะนั้นถ้าอยากลดพุง ลด ละ เลิก แอลกอฮอล์ไปเลย ช่วยให้ผอมแถมยังได้สุขภาพดีอีกด้วย

 

เชื่อว่าเคล็ดลับเหล่านี้ที่หยิบมาแนะนำคนอยากลดพุง น่าจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่ถ้าวิธีเหล่านี้ยังให้ผลไม่รวดเร็วทันใจก็อาจต้องใช้วิธีอื่น ๆ ช่วย เช่น การดูดไขมัน การกำจัดไขมันด้วยความเย็น หรือวิธีอื่น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ แต่ก็อย่าลืมนะคะว่าต่อให้พึ่งวิธีทางการแพทย์แล้ว แต่ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตใหม่ ยังไงก็ไม่มีทางผอมอย่างแน่นอน

5 เคล็ดลับตะลุยบุฟเฟ่ต์ อิ่มอร่อยแค่ไหนก็ไม่มีหุ่นพัง

สำหรับสายกินแล้ว บุฟเฟ่ต์เหมือนจะเป็นคำตอบที่ดีเมื่อเลือกจะไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เพราะนอกจากเลือกทานได้หลากหลายแล้วก็ยังสามารถรับประทานได้ไม่อั้น แต่สำหรับคนลดน้ำหนักแล้ว บุฟเฟ่ต์กลับกลายเป็นสิ่งที่ควรอยู่ให้ห่างถ้าไม่อยากให้ความตั้งใจในการลดน้ำหนักสูญเปล่า แต่ถ้าอยากจะลดน้ำหนักแล้วก็อยากจะรับประทานบุฟเฟ่ต์ไปด้วยจะต้องทำอย่างไรดี วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากกันค่ะ

 

1. มีสติในการรับประทานอาหาร

สติเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีเมื่อเข้าไปในร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ อย่าปล่อยให้อาหารที่ละลานตา และเวลาที่จำกัดให้คุณรับประทานอย่างไร้สติ ควรตั้งสติให้ดีก่อนที่จะเริ่มตักอาหารมารับประทาน โดยควรตักอาหารแต่พอดี และค่อย ๆ รับประทาน ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องแข่งกับใคร ถ้าทำได้ตามนี้รับรองได้ว่าหลังจากเดินออกมาจากร้านแล้วคุณจะไม่รู้สึกผิด และน้ำหนักก็จะไม่พุ่งอีกด้วย

2. เลือกอาหารที่มีประโยชน์

แน่นอนว่าบุฟเฟ่ต์ก็ต้องอุดมไปด้วยอาหารหน้าตาน่ารับประทานให้เลือกสรรกันได้แบบไม่อั้น แต่ถ้าไม่อยากจะกลับมาอ้วนอีก นอกจากมีสติแล้วก็ควรจะเลือกตักอาหารที่จะนำมารับประทานให้เป็นด้วย โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารแปรรูป หรืออาหารที่มีไขมันสูง บรรดาอาหารทอดที่น้ำมันเยิ้ม ๆ เนี่ยไม่ควรหยิบได้เลยยิ่งดี เพราะอาหารเหล่านี้ไม่ค่อยมีประโยชน์ แถมยัง แถมยังส่งผลกระทบในแง่ลบกับการลดน้ำหนักโดยตรง แม้ว่าจะทำให้อิ่มอร่อย แต่หลังจากนั้นคุณก็ต้องมาเริ่มลดน้ำหนัก ลดสัดส่วนกันใหม่ ไม่ใช่เรื่องดีแน่จริงไหมคะ ?

3. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด

การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดสามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก แถมยังช่วยหยุดยั้งไม่ให้คุณรับประทานอาหารเร็วและมากจนเกินไป แทนที่จะรีบเคี้ยวอาหารเพื่อที่จะรับประทานอาหารให้ทันเวลา เปลี่ยนมาค่อย ๆ สนุกกกับการรับประทานอาหารแต่ละอย่าง เคี้ยวอาหารให้ละเอียด แบบนี้ส่งผลดีกับการลดหุ่นมากกว่านะคะ

4. เลี่ยงเครื่องดื่มน้ำตาลสูง

แน่นอนว่าอาหารบุฟเฟ่ต์ก็มักจะคู่กับเครื่องดื่มหวาน ๆ น้ำตาลสูง ๆ เพราะจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารมากขึ้น แต่ถ้าไม่อยากให้ความพยามในการลดหุ่นเสียเปล่า น้ำอัดลม และน้ำหวานชนิดต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ควรหลีกให้ห่างเลยเมื่อไปรับประทานบุฟเฟ่ต์ และหันมาดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาที่ไม่ผสมน้ำตาลจะดีที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้ได้รับปริมาณแคลอรีจากเครื่องดื่มมากเกินไปแล้ว ถ้าดื่มน้ำเปล่าก่อนรับประทานอาหารสักแก้วจะช่วยให้อิ่มเร็วอีกด้วย เท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวหุ่นพังเพราะบุฟเฟ่ตแล้วค่ะ

5.ห้ามอดอาหาร

เพื่อรับประทานบุฟเฟ่ต์ให้คุ้ม หลายคนถึงกับลงทุนอดอาหารก่อนไปรับประทานบุฟเฟ่ต์เลยก็มี ซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นวิธีที่ผิด และไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะยิ่งทำให้คุณรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อชดเชยมื้อที่อด และมีสติในการเลือกรับประทานอาหารลดลง ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อแม้รู้ว่าจะต้องไปรับประทานบุฟเฟ่ต์ต่อก็ตาม แม้จะทำให้รับประทานได้ไม่คุ้ม หรืออิ่มเร็วกว่าปกติ แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้หุ่นพังนะคะ

สายกินได้เคล็ดลับการรับประทานอาหารดี ๆ ไปแล้ว อย่างลืมเอาไปปรับใช้นะคะ และถ้าจะให้ดีทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารในมื้ออื่น ๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยก็จะทำให้มีรูปร่างดีได้แม้จะชอบรับประทานบุฟเฟ่ต์ แต่ถ้าหากทำตามนี้แล้วแต่หุ่นก็ยังไม่ดีสมใจสักที ก็อาจต้องใช้ตัวช่วยอื่น ๆ อย่างเช่นการดูดไขมัน หรือการกำจัดไขมันด้วยความเย็น ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ในการลดสัดส่วนที่มาแรงในยุคนี้ เพื่อที่จะได้มีรูปร่างที่ดีได้ตามความตั้งใจค่ะ

สายโหดต้องรู้ ! ถอนขนบ่อยดีไหม ?

การถอนขน วิธีการกำจัดขนแบบดั้งเดิมที่ง่ายและสะดวก แถมยังประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าจะช่วยให้เส้นขนขึ้นช้า ทำให้หลาย ๆ คนเลือกใช้วิธีนี้เป็นวิธีการกำจัดขน แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บและผิวหนังแดงหลังจากการถอนขนก็ตาม แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการถอนขนด้วยแหนบหรือเครื่องถอนขนบ่อย ๆ นั้นดีหรือเปล่า และถ้าทำต่อเนื่องไปนาน ๆ จะส่งผลอะไรกับผิวหรือไม่ นี่คือคำตอบที่สายโหดต้องทราบถ้ายังคิดจะกำจัดขนด้วยวิธีถอนขนค่ะ

ก่อนอื่นต้องบอกว่าการกำจัดขนด้วยวิธีการถอน เป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรสำหรับผิวหนังของคนเราเลยค่ะ เพราะการถอนขนอาจทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นบริเวณรูขุมขนได้โดยไม่รู้ตัว และถ้ายิ่งถอนขนบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ผิวหนังบริเวณข้างเคียงได้รับผลกระทบ จนเกิดอาการคัน ผิวหนังระคายเคือง และเกิดการติดเชื้อจนเป็นปัญหาผิวหนังอักเสบ หรือรูขุมขนอักเสบได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดปัญหาขนคุด เนื่องจากเส้นขนที่ขึ้นใหม่ไม่สามารถงอกทะลุผิวหนังขึ้นมาได้ ผิวหนังก็จะไม่เรียบเนียนมีลักษณะคล้ายหนังไก่ เป็นจุดแดง ๆ หรือถ้าผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณที่ถอนขนอาจเป็นจุดด่างดำอย่างถาวรไปเลยก็เป็นได้

ดังนั้นเพื่อรักษาผิวให้ดูเรียบเนียนและกระจ่างใสอยู่เสมอ หากจะยังใช้วิธีการถอนขนต่อไป ควรเว้นระยะห่างในการถอนขน และหมั่นระมัดระวังในการถอนขนให้ดี อีกทั้งหลังการถอนขนควรหมั่นบำรุงด้วยครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อ่อนโยน และไม่มีสารเคมี เพื่อป้องกันผิวหนังอักเสบในกรณีที่อาจเกิดแผลเล็ก ๆ ที่ผิวจากการถอนขนซึ่งมองไม่เห็น

แต่ถ้ามาถึงตรงนี้แล้วคิดว่าการถอนขนไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์ในการกำจัดขนอีกต่อไป ก็ลองมองหาวิธีอื่น ๆ ในการกำจัดขนดูตามความเหมาะสมและความพึงพอใจของแต่ละคร ซึ่งก็มีหลายวิธีให้เลือก เช่นการโกนขน แต่ก็ควรเลือกมีดโกนและครีมสำหรับโกนขนที่เหมาะสมกับสภาพผิวด้วยจะดีที่สุด และถ้าใครคิดจะแว๊กซ์ขนล่ะก็ เปลี่ยนความคิดโดยด่วน เพราะการแว๊กซ์ก็ให้ผลลัพธ์ไม่จากการถอนขนเท่าไร แถมยังเสี่ยงต่อผิวหนังอักเสบได้มากกว่าหากผลิตภัณฑ์แว๊กซ์มีสารเคมี หรือสารปนเปื้อนอีกด้วยค่ะ

หรือถ้าต้องการกำจัดขนให้หมดไปอย่างถาวรไม่ขึ้นมาอีกก็ต้อง เลเซอร์กำจัดขนถาวร เพราะสามารถช่วยกำจัดเส้นขนได้โดยไม่ทำร้ายผิว และยังปลอดภัยอีกด้วย อย่ามัวแต่ถอนขนอีกเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นผิวไม่สวยจะหาว่าไม่เตือนนะ

เลเซอร์บิกินี่ ตอนมีประจำเดือนได้ไหมนะ ?

การทำทำ เลเซอร์บิกินี่ เชื่อว่าคงมีสาว ๆ ไม่น้อยที่ชอบกำจัดขนบริเวณบริเวณน้องสาวให้เรียบเนียนอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายแล้ว เวลาสวมชุดบิกินี่ก็ไม่ต้องกลัวขนแพลม และวิธียอดฮิตที่คุณสาว ๆ เลือกใช้ในการกำจัดขนบริเวณน้องสาวก็คือการเลเซอร์กำจัดขน ซึ่งปกติแล้วการทำเลเซอร์บิกินี่ก็จะต้องทำห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน แต่ถ้าเกิดในระหว่างคอร์สเลเซอร์บิกินี่ เกิดเป็นประจำเดือนขึ้นมาพอดีแล้วจะทำอย่างไรดี จะสามารถทำเลเซอร์บิกินี่ขณะที่มีประจำเดือนได้หรือไม่ มาลองดูคำตอบกันค่ะ

ในความเป็นจริงแล้วคุณสาว ๆ สามารถทำเลเซอร์บิกินี่ได้แม้จะอยู่ในช่วงมีประจำเดือนค่ะ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วหากพบว่ามีประจำเดือนช่วงทำเลเซอร์บิกินี่พอดี ผู้เชี่ยวชาญก็มักจะให้เลี่ยงไปก่อน โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่ายหรือผิวหนังช้ำง่ายกว่าปกติ เพราะการทำเลเซอร์บิกินี่ตอนมีประจำเดือนอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือมีรอยช้ำได้ง่าย ดังนั้นเพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการทำเลเซอร์บิกินี่ขณะมีประจำเดือน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ หรือเลื่อนนัดไปก่อนจนกว่าประจำเดือนจะหมดน่าจะดีกว่าค่ะ ซึ่งการเลื่อนเวลาออกไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำเลเซอร์ขนแต่อย่างใด

และถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำเลเซอร์บิกินี่ขณะมีประจำเดือนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถกำจัดขนด้วยวิธีอื่นได้อย่างสบายใจนะคะ เพราะในช่วงมีประจำเดือน บริเวณจุดซ่อนเร้นของสาว ๆ จะบอบบางมากกว่าปกติ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการโกน ถอน หรือแว๊กซ์ขนน้องสาวเลยจะดีที่สุดรอให้ประจำเดือนหมดก่อนแล้วค่อยทำเลเซอร์ทีเดียวเลยน่าจะดีกว่า อดทนอีกสักหน่อยเพื่อผิวที่เรียบเนียน แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องกำจัดขนบริเวณน้องสาว ก็ควรเว้นระยะในการกำจัดขนก่อนการทำเลเซอร์บิกินี่ครั้งต่อไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อที่ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถระบุบริเวณที่ทำเลเซอร์ได้อย่างถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

ได้คำตอบของข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำเลเซอร์ขนบิกินี่กันไปแล้ว คราวนี้ก็ลองวางแผนในการทำเลเซอร์ขนดี ๆ เพื่อที่สาว ๆ จะได้สามารถทำเลเซอร์ขนได้อย่างต่อเนื่องแบบไม่มีสะดุด และไม่ต้องเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งถ้าทำครบตามคอร์สที่ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ก็รับรองได้เลยว่าบริเวณจุดซ่อนเร้นจะดูเรียบเนียนไร้ขน จะสวมชุดบิกินี่ตัวไหนก็มั่นใจไม่มีขนแพลมออกมาให้รู้สึกอายอีกอย่างแน่นอนค่ะ

บทความที่คุณอาจจะสนใจ : 10 คลินิกเลเซอร์กำจัดขน ที่ดีที่สุด

5 ประโยชน์ของการเลเซอร์ขนที่สาว ๆ ควรรู้

สำหรับคุณสาว ๆ แล้ว เลเซอร์ขน ถือเป็นทางเลือกของคุณสาว ๆ ที่ต้องการมีผิวที่เรียบเนียนไร้เส้นขน ซึ่งการเลเซอร์ขนนั้นสามารถช่วยกำจัดขนในบริเวณที่ไม่ต้องการออกไปและช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณสาว ๆ ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์มากมายที่คุณสาว ๆ อาจยังไม่ทราบ และนี่คือประโยชน์ของการเลเซอร์ขนที่น่าสนใจที่จะทำให้คุณสาว ๆ หลังรักการเลเซอร์กำจัดขนมากขึ้น 

1. ไม่เจ็บ

เลเซอร์ขนเป็นวิธีการกำจัดขนที่ไม่เจ็บทั้งขณะทำหรือหลังทำ เนื่องจากเลเซอร์ที่นำมาใช้นั้นเป็นเลเซอร์ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง คลื่นความร้อนจะถูกส่งไปยังเส้นขนที่อยู่บริเวณนั้น ๆ โดยตรง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกคันได้เล็กน้อยขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัสของแต่ละคน

2. แก้ปัญหาขนคุดได้

ขนคุด เป็นหนึ่งปัญหาที่ทำให้ดูไม่เรียบเนียน แต่การเลเซอร์ขนสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เนื่องจากคลื่นความร้อนจากเลเซอร์จะเข้าไปทำให้รากขนฝ่อตัวลง ทำให้ขนคุดลดลงได้โดยไม่มีอาการเจ็บหรืออาการอักเสบบวมแดงตามมา

3. ช่วยให้ผิวเรียบเนียนกว่าการกำจัดขนด้วยวิธีอื่น

เนื่องจากการเลเซอร์ขน เป็นการกำจัดขนที่ส่งผลโดยตรงกับเส้นขน จึงไม่ส่งกระทบกับผิวของคุณสาว ๆ เหมือนการกำจัดขนด้วยวิธีอื่นที่อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง หรือทำให้ผิวไม่เรียบเนียน แถมถ้ามีเส้นขนขึ้นใหม่ เส้นขนก็จะมีสีที่อ่อนลงและบางลงกว่าก่อนทำเลเซอร์อีกด้วย

4. ผลข้างเคียงน้อย

เนื่องจากมีการพัฒนานวัตกรรมการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ไปอย่างมาก ทำให้การกำจัดขนทำได้ตรงจุดมากขึ้น จึงทำให้ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการทำเลเซอร์ลดน้อยลงจนแทบไม่มีเลย จึงมั่นใจได้ว่าหลังจากการเลเซอร์ขนจะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ให้ลำบากใจ

5. ระหว่างคอร์สเลเซอร์สามารถกำจัดขนได้ตามปกติ

การเลเซอร์ขนเป็นการกำจัดขนที่ให้ผลการรักษาในระยะยาว แต่ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง 5 – 8 ครั้งถึงจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นในระหว่างการทำเลเซอร์ หากยังมีขนขึ้นบริเวณที่ทำเลเซอร์ก็สามารถโกนออกได้ โดยควรเว้นระยะการโกนขนก่อนทำเลเซอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อที่เมื่อเข้ารับการทำเลเซอร์ขนครั้งต่อไป ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถระบุบริเวณที่ทำเลเซอร์ขนได้ง่ายขึ้น

แค่ประโยชน์เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอให้สาว ๆ รู้สึกรักการเลเซอร์ขนแล้ว เพราะจะมีวิธีไหนที่สามารถกำจัดขนได้แถมยังได้ผิวที่เรียบเนียน ไร้ปัญหาขนคุดหรือหนังไก่ อีกทั้งยังสามารถกำจัดเส้นขนได้ถาวรอีกด้วย ทั้งดีและคุ้มค่าขนาดนี้ คุณสาว ๆ จะพลาดได้ไง จริงไหมคะ ?

5 อาหารหยุดผมร่วง คุณประโยชน์เน้น ๆ เพื่อสุขภาพผมที่ดี

ปัญหาผมร่วง สามารถสร้างผลกระทบต่อจิตใจได้อย่างมาก ทั้งทำลายความมั่นใจ และทำให้เครียด ซึ่งผมร่วง ผมบาง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วย การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือนิสัยที่ไม่ดีต่อหนังศีรษะและเส้นผม ทว่าปัญหาผมร่วงก็สามารถบรรเทาลงได้ด้วยวิธีง่าย ๆ นั่นก็คือ การรับประทานอาหารนั่นเอง และนี่คือ 5 อาหารที่คัดมาเน้น ๆ แล้วว่าสามารถช่วยบำรุงเส้นผมลดการหลุดร่วงได้ค่ะ

5 อาหารหยุดผมร่วง

  1. เนื้อไก่

โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับเส้นผม เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างเส้นผมให้แข็งแรง โดยเฉพาะเนื้อไก่ ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนคุณภาพดี หากได้รับในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยซ่อมแซมเส้นผมที่เปราะขาดง่าย ช่วยป้องกันการแตกปลาย และเสริมสร้างรากผมให้แข็งแรง ปัญหาผมร่วงก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าได้รับโปรตีนไม่เพียงพอก็อาจทำให้รากผมอ่อนแอและหลุดร่วงได้ในที่สุด

  1. ไข่

ไข่เป็นแหล่งที่อุดมด้วยไบโอติน ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีส่วนในการบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของผม และการขาดไบโอตินนี่ล่ะที่ทำให้เส้นผมและรากผมอ่อนแอลงจนหลุดร่างในที่สุด ดังนั้นจึงควรรับประทานไข่เป็นประจำเพื่อป้องกันภาวะขาดไบโอติน เท่านี้ผมก็จะร่วงน้อยลงแล้วล่ะค่ะ

  1. ผักปวยเล้ง

เป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น วิตามินเอและซี โฟเลต ธาตุเหล็ก ซึ่งสำคัญต่อการเติบโตของเส้นผม และช่วยบำรุงหนังศีรษะให้สุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้นหากต้องการเส้นผมที่แข็งแรงและไม่หลุดร่วงง่าย ควรรับประทานผักชนิดนี้บ่อย ๆ นะคะ

  1. ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช

ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชบางชนิด เป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยในการป้องกันปัญหาผมร่วง และกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม นอกจากนี้ยังมีโปรตีนที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของเส้นผมได้อีกด้วย ทำให้เส้นผมและรากผมแข็งแรง และดกดำอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอน เป็นปลาที่อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 และมีโปรตีนสูง อีกทั้งยังมีวิตามินชนิดต่าง ๆ อีกมากมาย สามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม และเสริมความแข็งแรงให้เส้นผมและรากผมได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผม แต่ก็ต้องขอบอกก่อนว่าอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยหยุดปัญหาผมร่วงได้ อีกทั้งผลที่ได้ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล จึงควรต้องรับประทานอย่างเหมาะสม และใช้วิธีอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาผมร่วงควบคู่กันไปด้วย จะหวังพึ่งแต่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเดียวแล้วไม่ยอมรักษาให้ตรงจุด ปัญหาผมร่วง ผมบางก็อาจกลับมาถามหาและหนักกว่าเดิมได้เหมือนกันนะคะ

ผมมัน ต้องรีบแก้ ก่อนผมร่วงจนศีรษะล้าน !

คงไม่มีใครชอบผมที่มันเยิ้มและดูลีบแบน เพราะทำให้ดูเหมือนคนไม่ค่อยรักษาความสะอาด ซึ่งปัญหานี้สามารถบั่นทอนความมั่นใจลงไปได้มากเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้ก็คือ การที่เราปล่อยผมให้มันบ่อย ๆ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาผมร่วงศีรษะล้านได้อีกด้วย !

ปัญหาหนังศีรษะมัน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการรักษาความสะอาดที่ไม่ดีพอ ฮอร์โมนของร่างกายที่เปลี่ยนแปลง หรือเกิดจากโรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน ทำให้ต่อมไขมันใต้หนังศีรษะผลิตน้ำมันออกมาเคลือบหนังศีรษะมากจนเกินไป และทำให้ดูเส้นผมมันตามไปด้วย โดยเมื่อเส้นผมและหนังศีรษะมัน สิ่งสกปรกก็จะมาสะสมได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาหนังศีรษะอย่างปัญหารังแค และถ้าสิ่งสกปรกอุดตันที่รูขุมขนเป็นเวลานานก็จะทำให้เส้นผมอ่อนแอลงและหลุดร่างไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาผมมันสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสร้างนิสัยที่ดีในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะใหม่ โดยสามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. สระผมเป็นประจำทุกวัน

การสระผมเป็นวิธีทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะที่ดีที่สุด โดยควรใช้ยาสระผมสำหรับคนผมมันโดยเฉพาะ หรือถ้ามีปัญหาโรคผิวหนัง ก็ควรใช้แชมพูยาตามที่แพทย์แนะนำ หากสระผมเป็นประจำทุกวันแล้วความมันก็จะค่อย ๆ ลดลง และผมจะดูสุขภาพดีแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้น

  1. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นกับเส้นผม

ผลิตภัณฑ์บำรุงผมบางชนิดที่ใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากมีปัญหาผมมันและใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยล่ะก็ จะยิ่งทำให้เส้นผมและหนังศีรษะมันเยิ้มไปกว่าเก่า แต่ถ้าต้องการใช้จริง ๆ ก็สามารถบำรุงแค่ปลายผมก็พอ จะได้ดูไม่มันเยิ้มจนเหมือนคนไม่ได้สระผมยังไงล่ะ

  1. หวีผมเท่าที่จำเป็น

การหวีหรือสางผมถือเป็นการนวดหนังศีรษะไปในตัวด้วย ผลที่ได้ก็คือต่อมไขมันใต้หนังศีรษะจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ซึ่งถือเป็นฝันร้ายของคนที่มีปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะมันเลยล่ะ ดังนั้นหากมีปัญหาผมมันอยู่ก็ควรหวีผมเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ให้กระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันใต้หนังศีรษะค่ะ

  1. ใช้ดรายแชมพู

ดรายแชมพูเป็นทางเลือกที่ดีของคนที่มีปัญหาผมมัน เพราะใช้ง่าย อีกทั้งยังช่วยให้เส้นผมและหนังศีรษะหายมันได้ชั่วขณะ แต่ทั้งนี้ก็ควรเก็บเอาไว้เป็นตัวช่วยเสริมนะคะ ทางที่ดีควรสระผมให้สะอาดทุกวันจะช่วยลดความมันได้ดีกว่า

  1. ปรึกษาแพทย์

หากรู้สึกว่าปัญหาความมันนี้เกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์ค่ะ เพราะจะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุและรักษาได้อย่างตรงจุด ดีกว่าปล่อยให้ศีรษะดูมันเยิ้มและตามมาด้วยปัญหารังแค ผมร่วง ผมบาง นะคะ

สุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ ถือเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ไม่แพ้กับสุขภาพในด้านอื่น ๆ อย่ามัวแต่คิดว่าปัญหาผมมันเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ เพราะเจ้าปัญหาเล็ก ๆ นี่ล่ะ ก็สามารถทำให้ศีรษะล้านได้ ดังนั้นหาพบว่าตัวเองมีปัญหาควรรีบแก้ไข หรือหาทางรักษาที่ต้นเหตุกันดีกว่า เพื่อเส้นผมของเราจะได้ยังดูดกดำเป็นธรรมชาติค่ะ

7 พฤติกรรมต้องหยุด ถ้าไม่อยากศีรษะล้าน

เรามักคิดกันว่าปัญหาศีรษะล้าน เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือความผิดปกติของร่างกายจนทำให้ผมหลุดร่วง ผมบางและกลายเป็นปัญหาหนังศีรษะล้านในที่สุด แต่อีกสิ่งหนึ่งที่อาจไม่รู้ก็คือพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของตัวเราเองก็สามารถกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงและศีรษะล้านได้เหมือนกัน และนี่คือพฤติกรรมเสี่ยงต่อปัญหาศีรษะล้านที่เรามักเผลอทำโดยไม่รู้ตัว

1. ละเลยความสะอาดของหนังศีรษะ

ความสะอาดของหนังศีรษะคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย แต่บางคนกลับไม่เอาใจใส่เท่าที่ควรเพียงเพราะว่าขี้เกียจ ขอบอกว่าการที่คุณละเลยการดูแลหนังศีรษะไปนาน ๆ ก็จะทำให้หนังศีรษะมีปัญหา ส่งผลถึงสุขภาพเส้นผมได้ ผลที่ตามมาก็คือเส้นผมหลุดร่วง และผมบางไปในที่สุด

2. สระผมด้วยน้ำอุ่น

ถึงการสระผมด้วยน้ำอุ่นจะทำให้รู้สึกสบาย แต่ก็สามารถส่งผลเสียกับเส้นผมค่อนข้างมากเช่นกัน เพราะการสระผมด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงจะทำให้ผมอ่อนแอลง รูขุมขนเปิด และหนังศีรษะแห้ง ผลที่ตามมาก็คือปัญหาการหลุดร่วงของเส้นผมนั่นเอง

3. ใช้ความร้อนกับเส้นผมมากเกินไป

การจัดแต่งเส้นผมด้วยความร้อนแม้จะทำให้เส้นผมดูเป็นทรงที่สวยงาม แต่ก็ทำร้ายเส้นผมได้อย่างร้ายแรงเช่นกัน เพราะความร้อนจากการเป่าด้วยความร้อน การหนีบ หรือม้วนเกลียวจะทำให้ผมแห้ง เส้นผมเปราะบางลงและหลุดร่วง กลายเป็นปัญหาได้ในที่สุด

4. ดัด ย้อมสี หรือใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมบ่อย ๆ

นอกจากการใช้ความร้อน การใช้สารเคมีโดยตรงกับเส้นผมก็ทำให้เส้นผมเปราะขาด และหลุดร่วงได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำลายเส้นผมอย่างรุนแรงจนทำให้เส้นผมอ่อนแอ ขาดและหลุดร่วงในที่สุด แถมถ้าหนังศีรษะสัมผัสกับสารเคมีมาก ๆ ก็จะทำให้หนังศีราะอ่อนแอได้ ไม่เพียงเท่านั้นการที่หนังศีรษะโดนสารเคมีมาก ๆ ก็จะทำให้หนังศีรษะอ่อนแอ และเป็นสาเหตุของผมร่วง ศีรษะล้านได้เหมือนกัน

5. มัดผมแน่นเกินไป

สำหรับใครที่ชอบรวบผมจนตึง มัดผมแน่น ๆ ขอบอกว่าเพลา ๆ ลงบ้างก็ดีค่ะ เพราะการมัดผมแน่น ๆ จะทำให้เส้นผมอยู่ในลักษณะถูกดึงตลอดเวลาจนรูขุมขน และรากผมอ่อนแอ และเส้นผมหลุดร่วงได้ในที่สุด แถมยังทำให้เส้นหักขาดได้ง่ายอีกด้วย

6. เครียดมากเกินไป

ความเครียดเป็นสิ่งที่ห้ามกันได้ยาก แต่รู้หรือไม่ว่าแค่เพียงเราเครียดก็สามารถส่งผลเสียกับทุกระบบในร่างกายได้แล้ว ไม่เว้นแม้แต่เส้นผมบนหนังศีรษะ ความเครียดจะทำให้ จะทำให้เส้นผมบนหนังศีรษะหยุดการเจริญเติบโต ทำให้ผมที่งอกออกมาเปราะบาง เส้นเล็กลง และหลุดร่วงง่ายกว่าปกติเนื่องจากรากผมไม่แข็งแรง

7. ออกกำลังกายหักโหมเกินไป

คุณผู้ชายที่รักและชอบออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องออกกำลังกายให้มากขึ้น เพราะการออกกำลังกายหักโหม จะส่งผลให้กิดปัญหาผมร่วงได้ เนื่องจากการออกกำลังอย่างหักโหมจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้มีส่วนทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้มากขึ้น และกลายเป็นปัญหาผมบาง ศีรษะล้านได้หากยังทำอย่างต่อเนื่องค่ะ  

มาถึงตรงนี้แล้วใครที่ยังมีพฤติกรรมเหล่านี้ก็ควรจะรีบเปลี่ยนแปลงแบบเร่งด่วน ถ้าไม่อยากให้ศีรษะล้านไปเสียก่อน และสำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วงแล้วก็ไม่ต้องเสียใจ หากเลิกนิสัยเหล่านี้ได้และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะช่วยหยุดปัญหาผมร่วงและกลับมาผมดกดำเงางามได้ แต่ก็อาจต้องรีบหน่อยเพราะหากปล่อยไว้นาน ๆ จนศีรษะล้าน และรูขุมขนปิดก็อาจทำให้ผมไม่สามารถขึ้นมาได้ใหม่แล้ว คราวนี้ล่ะจะยิ่งแย่กว่าเดิมอีกนะจะบอกให้